เพราะไม่ป้องกันสิทธิ จนต้องเสียสิทธิ
posted on 31 Jan 2005 17:15 by digiknightโลกธุรกิจในยุคปัจจุบัน ทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกันเป็นทีม ขณะที่ทุกคนพยักหน้าเห็นพ้องต้องกัน ถึงความดีความงามของการทำงานเป็นทีม แต่ทำไมเวลาดำเนินการจริงมันช่างยากเย็นแสนเข็ญ
ดิฉันเพิ่งได้มีโอกาสสังเกตการณ์การพัฒนาผู้นำขององค์กร โดยสถาบัน International Association of Professional Congress Organizers ซึ่งเป็นศูนย์รวมของผู้จัดงานและกิจกรรมสำคัญของโลก ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นเวลา 7 วัน มีผู้นำจาก 45 บริษัทและองค์กรของรัฐจาก 25 ประเทศ เข้าร่วมสัมมนา ส่วนใหญ่เป็นประเทศในยุโรป มีผู้แทนจากเอเชียบ้างพอเป็นผักชี
สิ่งที่สำคัญที่สุดของการสัมมนาคือ การพัฒนาการทำงานเป็นทีม ภายใต้ภาวะกดดันและการแข่งขันที่เข้มข้น ทุกคนถูกแบ่งกลุ่มเป็น 5 ทีม แต่ละทีมทำงานร่วมกันตลอด 7 วัน โดยแต่ละกลุ่มต้องวางแผนและเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานสำคัญระดับโลก เช่น งานโอลิมปิก จากนั้นคณะกรรมการ 15 คน จะให้คะแนนผลงานของแต่ละทีมอย่างถี่ถ้วน และคัดเลือกผู้ชนะเพียงทีมเดียว
ดิฉันมีข้อสังเกตที่อยากเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังเรื่องการทำงานเป็นทีมในสภาพแวดล้อมที่ถูกสร้างให้มีแรงกดดัน มีการแข่งขันสูง ทั้งยังมีความลำบากของการทำงานกับผู้คนที่มาจากหลากหลายภาษาและวัฒนธรรม
ทีมที่ชนะใจกรรมการมีแนวทางการทำงานที่ต่างจากกลุ่มอื่นๆ โดยสิ้นเชิง
เมื่อทุกทีมได้ ข้อสอบ ต่างมองตากันไปมา ก้มลงมองนาฬิกาและปฏิทินว่าเราจะทำงานร่วมกัน 7 วัน 7 คืน แต่เนื้องานเหมือนต้องทำอย่างน้อย 1 เดือน... เอาละหวา ดังนั้น ทุกทีมจึงเริ่มทำงานทันที ที่น่าสังเกตคือทีมที่ชนะเริ่มงานต่างจากทีมอื่นคือแทนที่จะเริ่มลุยงาน เขาเริ่มกิจกรรมโดยขอนัดเข้าหารือกับคณะกรรมการทั้ง 15 คน เพื่อรับทราบถึงโจทย์ และความต้องการที่แท้จริงของคณะกรรมการในการคัดเลือกเจ้าภาพงาน ขณะที่สมาชิกของทีมไล่ล่านัดกรรมการเพื่อขอสัมภาษณ์รายบุคคล ทีมอื่นเริ่มเตรียมการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพไปแล้วหลายขั้นตอน แต่ที่น่าเศร้าคือเขากำลังตอบโจทย์ที่ตัวเองตั้งเอง โดยยังไม่ทันได้ฟังความต้องการของ ลูกค้า หรือคณะกรรมการเลยสักนิด
ความเท่ของทีมชนะอีกประการหนึ่งคือ เมื่อแยกย้ายไปสัมภาษณ์คณะกรรมการแต่ละคน ผู้สัมภาษณ์ต้องทำการบ้านและรู้จักกรรมการที่ตัวเองสัมภาษณ์ให้ลึกซึ้ง ไม่ว่าเรื่องชีวิตส่วนตัว รสนิยม อาชีพ ฯลฯ เพื่อวางแผนเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจะได้สามารถดึงประเด็นต่างๆให้ โดน ใจกรรมการแต่ละคนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ผลในช่วงต้นก็คือทีมชนะทำงานล้าหลังชาวบ้านมากจนต้องเร่งทำจนดึกดื่นทุกคืน ทีมเริ่มล้าตาโหล แต่โชคดีที่ก่อนเริ่มงาน ทีมชนะแบ่งบทบาทกันแบบแยบยล โดยทุกคนต้องเล่นบทเป็นผู้นำรูปแบบต่างๆ อาทิ ผู้นำด้านเนื้องาน ผู้นำด้านจิตใจ ผู้นำด้านสุขกายสบายใจ ผู้นำแต่ละ แผนก ต่างมีแผนดูแลคนในทีมในบทบาทที่ตัวเองเลือก เมื่อเห็นลูกทีมเริ่มงอแง ผู้นำสุขกายสบายใจ ก็จัดแจงนัดเพื่อนๆ ออกไปเดินออกกำลังกายรอบป่าละเมาะ รอบอาคารสัมมนา แถมมีการป้อนข้าวป้อนน้ำ พอกลับกันเข้ามาก็มีพลังทำงานต่อกันอีกเฮือก ผลที่โดดเด่นของการแบ่งบทบาทเช่นนี้ คือ ต่างคนต่างรู้สึกมีส่วนร่วม ต่างดูแลซึ่งกันและกัน ทำให้สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจได้อย่างรวดเร็ว ส่งให้การทำงานราบรื่นต่างจากทีมอื่นๆ ที่เน้นแต่เนื้องาน ลืมดูเนื้อใจคนทำงาน
อีกบทเรียนหนึ่งที่น่าสนใจของการทำงานเป็นทีมของกลุ่มนี้คือ เขาเริ่มการทำงานโดยการกำหนดเป้าหมาย สร้างกลยุทธ์ แบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ที่สำคัญคือ เขามีแนวทางการรับมือข้อขัดแย้งซึ่งอาจเกิดในกลุ่มด้วยการร่วมกันตั้ง Ground Rules หรือกฎกติกามารยาทของการทำงานเป็นทีมดักไว้ก่อนตั้งแต่เริ่มทำงาน เช่น
- ทุกคนต้องเริ่มทำงานตรงเวลา
- หากมีข้อขัดแย้งทีมจะตัดสินใจโดยเสียง 2 ใน 3
- เมื่อทำงานผ่านไปครึ่งทางทั้งทีมจะพิจารณากติกากันอีกครั้งว่าต้องมีการเพิ่ม หรือลดข้อใดบ้าง
บังเอิญ ผ่านไปครึ่งทาง ทีมเริ่มสังเกตว่าสมาชิกจากญี่ปุ่นพูดไม่ทันชาวบ้าน จึงตั้งกฎเพิ่มว่าต้องให้ทุกคนพูดอย่างน้อย หนึ่งประโยคทุกวัน
นอกจากนั้น ข้อสังเกตที่ดิฉันเห็นคือ การสร้างความประทับใจเมื่อแรกพบสำคัญอย่างยิ่งในการเริ่มทำงานร่วมกัน ดิฉันแอบเห็นความเสียเปรียบของคนชาวเอเชียและคนไทยแบบพวกเราในสถานการณ์การประชุมนานาชาติลักษณะนี้อยู่เนืองๆ ด้วยวัฒนธรรมไทยๆ ที่มักถือคติ พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง ทำให้เรามักนั่งฟังเงียบๆจึงถูกมองข้าม แม้จะเก่งแสนเก่งก็ตาม ทั้งภาษาอังกฤษยังเป็นอุปสรรคที่ทำให้เราไม่อยากพูดให้เมื่อยมือ ยิ่งทำให้โอกาสที่จะแสดงตนเป็นผู้นำกลุ่มน้อยลงไปอีกเท่าทวีคูณ
คนยุคใหม่ที่ต้องแข่งขันในสภาวะแวดล้อมแบบข้ามชาติจึงจำเป็นต้องเรียนรู้การประพฤติตนแบบ Assertive แปลเป็นไทยว่า การรู้จักรักษาสิทธิตัวเอง แต่ขณะเดียวกันเคารพสิทธิผู้อื่นด้วย อาทิในห้องประชุมเรามีสิทธิที่จะพูดก็ควรพูด ควรออกความเห็น ขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ความแตกต่างระหว่างพฤติกรรม Assertive กับ Aggressiveหรือพฤติกรรมกร้าวร้าว อยู่ตรงนี้เองค่ะ คือ มนุษย์ Aggressive มีพฤติกรรมเหมือนคน Assertive ตรงกล้าคิด กล้าพูด แต่ต่างกันตรงที่คนกร้าวร้าวรักษาแต่สิทธิของตัวเอง ไม่สนใจสิทธิคนอื่น จึงมักไม่พร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้าน ถือเอาแต่ตนเป็นใหญ่ จนประชาชนเบื่อหน่าย
คนไทยมักมีพฤติกรรมที่ถูกมองว่า Passive หรือไม่รักษาสิทธิ ตุ๋มติ๋ม ไม่ป้องกันสิทธิของตัวเอง จนต้องเสียสิทธิไปอย่างน่าเสียดาย
ดิฉันนี่แหละค่ะตัวอย่างมนุษย์ Passive ซึ่งแอบแปลเอาเองแบบเข้าข้างตัวเองว่า ดูดีเพราะขี้เกรงใจ แต่ในบางสภาพแวดล้อม อาทิกลุ่มการทำงานแบบข้ามชาติที่ดิฉันกล่าวถึง การขี้เกรงใจถูกตีค่ากึ่งประณามว่าไม่รู้จักรักษาสิทธิของตัวเอง ตัวอย่างเช่นในการประชุมครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมกว่าครึ่งสูบบุหรี่ และสูบกันเป็นล่ำเป็นสันเอาจริงเอาจังทั้งนอกห้องและในห้องแอร์ ดูล้าหลังกว่าประเทศไทยยิ่งนัก สูบกันจนทำให้ดิฉันนึกรักกระทรวงสาธารณสุขของไทยขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน ดิฉันอึดยอมทนสำลักควัน ตาแดงก่ำเพราะควันบุหรี่เหมือนคนเสียสติอยู่ 2-3 วัน จนคนข้างๆ เริ่มเห็นท่าไม่ดี จึงหันมาถามดิฉันว่า ขออนุญาตสูบบุหรี่ได้ไหม ดิฉันอดรนทนไม่ได้จึงตอบว่าถ้าไม่สูบได้จะดีมากเลยจ้า เขาเลยว่า เอ้า! แล้วก็ไม่บอก จากนั้นก็พากันเดินไปสูบนอกห้อง รู้งี้ Assertive เสียตั้งนานแล้ว
อีกหนึ่งประเด็นที่ดิฉันชื่นชมทีมชนะคือเมื่อทั้งทีมต้องลุกขึ้นนำเสนอผลงานแต่ละส่วนให้คณะกรรมการพิจารณา บางคนพูดผิดพูดถูก งึมงำๆ แต่ทุกคนในทีมยังให้กำลังใจซึ่งกันและกัน กัดฟันกัดลิ้นกลั้นคำโกรธที่งานทั้งชิ้นอาจพังเพราะข้อผิดพลาดของเพื่อนร่วมทีมเพียงไม่กี่คน ก็ใครจะอยากพลาดหนอ การที่พรรคพวกไม่กระหน่ำซ้ำเติม ยิ่งทำให้ผู้พลาดรู้สึกผิด ทำงานหนักขึ้นจนน่าสงสารและโกรธไม่ลง
นี่แหละ Spirit ทั้งจิตและวิญญาณของทีมที่แท้จริง

#1 By PaePae on 2005-01-31 18:03