บนความเคลื่อนไหว "หนังสือพิมพ์ออนไลน์"

ดุลยปวีณ กรณฑ์แสง


เมื่อโลกออนไลน์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ของวิถีชีวิตประจำวันของผู้คน ธุรกิจหนังสือพิมพ์ทั่วโลก ต่างต้องลุกขึ้นมาปรับตัวครั้งใหญ่จากการเป็น "หนังสือพิมพ์ฉบับกระดาษ" ก้าวสู่การเป็น "หนังสือพิมพ์ออนไลน์" พร้อมกับมองหาช่องทาง "ทำเงิน" ให้กับธุรกิจบนเวบไซต์

วันนี้หลายเวบไซต์ข่าวรวมไปถึงเวบไซต์ของ The New York Times ซึ่งมียอดคนอ่านหนังสือพิมพ์ออนไลน์แบบถล่มทลาย เติบโตสวนทาง พุ่งฉิวแซงหน้ายอด คนซื้อ หนังสือพิมพ์บนแผงที่นับวันมีแต่จะลดลงเรื่อยๆ นำมาสู่จุดเริ่มต้นของการพลิกโฉมอุตสาหกรรมหนังสือพิมพ์ เพื่อดิ้นรนหาอนาคต และความอยู่รอดของธุรกิจ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ The New York Times ยักษ์ใหญ่ล่าสุดอีกรายที่เดินเกม หารายได้ใหม่ ผ่านเวบไซต์ ด้วยการประกาศเปิดตัว TimesSelect บริการใหม่แบบ "เอ็กซ์คลูซีฟ ออนไลน์" เฉพาะคนอ่านที่ยอมควักเงินจ่ายค่าสมัครสมาชิกรายปี 49.95 ดอลลาร์ หรือราวๆ 2,000 บาท แลกกับสิทธิเข้าไปอ่านเนื้อหาใน Op-Ed และบทความที่น่าสนใจของบรรดาคอลัมนิสต์ข่าวชื่อดัง รวมไปถึงคลังข้อมูลข่าวย้อนหลังบนเวบไซต์ NYTimes.com ของ The New York Times

อย่างไรก็ตาม สำหรับข่าว บทความทั่วๆ ไป และสื่อมัลติมีเดียอื่นๆ บนเวบไซต์ บริษัทยังใจดีเปิดให้คนทั่วไปเข้าไปอ่านได้ฟรี เพื่อรักษาฐานผู้อ่าน ยกเว้นคอลัมนิสต์ใน The New York Times และ The International Herald Tribune ที่จะให้บริการเฉพาะลูกค้าที่ Sign In เข้ามาใน TimesSelect เท่านั้น

TimesSelect จะเริ่มเปิดให้บริการในเดือนก.ย.นี้ โดยนอกจากลูกค้าใหม่ที่สมัครสมาชิกออนไลน์ ลูกค้าที่บอกรับสมาชิกส่งหนังสือพิมพ์ที่บ้านก็สามารถเข้ามาใช้บริการได้ด้วยเช่นกัน

Arthur Sulzberger Jr. ประธานบริษัท The New York Times บอกถึงการตัดสินใจเรียกเก็บค่าบริการบนเวบไซต์ครั้งนี้ว่า เกิดขึ้นภายหลังจากใช้เวลาหนึ่งปีทำการศึกษาตลาด

แม้รายได้โฆษณาบนเวบไซต์จะ "ตูมตาม" อย่างมากในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แต่เขาเชื่อว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง ก็จะเริ่ม "เข้าที่" ถึงภาวะอิ่มตัวเหมือนกับธุรกิจอื่นๆ เช่นกัน ในที่สุดก็จะเข้าสู่วงจรปกติเหมือนกับหนังสือพิมพ์ จึงทำให้จำเป็นต้องเร่งสร้างโมเดลธุรกิจแบบใหม่ขึ้นมาสร้างรายได้

" นี่คือสิ่งที่จะเข้ามาช่วยค้ำจุน ให้เรายังบริการข้อมูลข่าวสารได้อย่างมีคุณภาพ" ผู้บริหาร The New York Times กล่าว

แม้ว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบางคนจะท่องเวบข่าวฟรีๆ เสียเคยชิน จนไม่อยากควักกระเป๋าจ่ายเงินค่าบริการคอนเทนท์ แต่หลายคนอาจต้องรู้สึกชื่นชอบพอใจกับบริการแบบแพ็คเกจออนไลน์ ที่มีพร้อมสรรพทั้งคอลัมนิสต์ คลังข้อมูลข่าวย้อนหลัง และบริการอื่นๆ

ที่ผ่านมาเวบไซต์ The New York Times เคยนำร่องเรียกเก็บค่าบริการในบางส่วนไปแล้วก่อนหน้านี้ เช่น บริการเกมปริศนาคำไขว้ และบริการคลังข้อมูลข่าวย้อนหลัง ฯลฯ

Alexia S. Quadrani กรรมการผู้จัดการอาวุโสของ Bear, Stear ns ซึ่งเกาะติดความเคลื่อนไหวของวงการสิ่งพิมพ์และโฆษณา บอกว่า สิ่งที่ The New York Times ทำ คือ "การสร้างโมเดลธุรกิจ"

ทุกหนังสือพิมพ์ ต่างกำลังแสวงหารายได้ใหม่จากโฆษณา แต่สำหรับ The New York Times กำลังมองหาช่องทางอื่นที่จะทำเงินให้กับธุรกิจหนังสือพิมพ์ออนไลน์ ด้วยคอนเทนท์คุณภาพสูงที่มีอยู่ เงื่อนไขคือ ทำอย่างไรที่จะทำเงินได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยจากอินเทอร์เน็ต โดยที่ไม่ให้กระทบกระทั่งกับคนอ่าน

ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เวบไซต์ของ The New York Times มีผู้เข้าชมสูงถึงวันละ 1.7 ล้านคน ตัวเลขสูงลิ่วแซงหน้ายอดขายหนังสือพิมพ์รายวันของ The New York Times ที่มีจำนวน 1.13 ล้านฉบับ ซึ่งทำสถิติหล่นลงมาจากยอดขายสูงสุดกว่า 1.17 ล้านฉบับ ในปี 2537

นอกจากสื่อสิ่งพิมพ์อันทรงอิทธิพลระดับโลกอย่าง The New York Times ที่ประกาศเรียกเก็บค่าบริการ TimesSelect บนเวบไซต์แล้ว

ปัจจุบัน ในบรรดาหนังสือพิมพ์ฉบับใหญ่ๆ ในประเทศต่างๆ 1,456 ฉบับ มีหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของอเมริกา อย่าง The Wall Street Journal แห่งค่าย Dow Jones & Company และหนังสือพิมพ์รายวันฉบับเล็กๆ อีก 40 ฉบับ ที่ใจกล้าชิงลุกขึ้นเป็น "ผู้นำ" เรียกเก็บค่าบริการบนเวบไซต์ ไปก่อนล่วงหน้า

The Wall Street Journal เริ่มเก็บค่าบริการผู้อ่านหนังสือพิมพ์เวอร์ชั่นออนไลน์ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2539 โดยใช้กลยุทธ์คอนเทนท์ระดับพรีเมียม เพื่อลูกค้าระดับพรีเมียม

ใครที่จะเข้าไปอ่านข่าว หรือใช้บริการในเวบไซต์ WSJ.com ของ The Wall Street Journal จะต้องเข้าสู่ระบบสมาชิกก่อน โดยคิดค่าบริการรายปี ปีละ 79 ดอลลาร์ หรือประมาณ 3,100 บาท ส่วนลูกค้าที่เป็นสมาชิกหนังสือพิมพ์อยู่แล้ว จะได้รับส่วนลด จ่ายค่าบริการที่ถูกลงเหลือปีละ 39 ดอลลาร์ หรือ 1,500 บาท

จำนวนผู้อ่านที่ยอมจ่ายเงินสมัครสมาชิกเพื่ออ่าน The Wall Street Journal เวอร์ชั่นออนไลน์เพิ่มอย่างขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดสิ้นเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา มียอดสมาชิกที่เป็น Paid subscribers เพิ่มเป็น 731,000 คน เติบโตขึ้น 5.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ในจำนวนนี้ราว 3 แสนคนเป็นสมาชิกฉบับออนไลน์อย่างเดียว และอีก 4 แสนคน สมัครสมาชิกทั้งฉบับออนไลน์ และฉบับหนังสือพิมพ์ ขณะที่ยอดสมาชิกที่บอกรับหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal ฉบับตีพิมพ์มีฐานสมาชิกทั้งหมดราวๆ 1.8 ล้านคน

ถ้าหนังสือพิมพ์คุณมีความแข็งแกร่ง หนักแน่นด้วยคุณค่า ลูกค้าก็พร้อมจะจ่ายเงินเพื่อแลกกับข่าวสารที่มีคุณภาพ มันคงไม่มีอะไรน่าทึ่ง ถ้าอะไรๆ ก็ฟรีไปหมดบนอินเทอร์เน็ต Todd H. Larsen ประธาน consumer electronic publishing ของค่าย Down Jones ต้นสังกัด The Wall Street Journal เคยให้ความเห็นไว้เมื่อเร็วๆ นี้

เขาเชื่อมั่นว่าแนวทางที่ The Wall Street Journal ยึดถือในการชาร์จค่าบริการหนังสือพิมพ์ออนไลน์ จะเป็นทางรอดที่ยั่งยืนสำหรับธุรกิจหนังสือพิมพ์ พร้อมกับรู้สึกยินดีที่ The New York Times ได้เริ่มตระหนัก และมองการณ์ไกลถึงความสำคัญของการสร้างฐานรายได้จากค่าสมัครสมาชิกหนังสือพิมพ์ออนไลน์

อย่างไรก็ตาม แม้รูปแบบการทำธุรกิจ โดยคิดค่าบริการบนเวบไซต์หนังสือพิมพ์ จะช่วยทำให้หลายบริษัท มีแหล่งรายได้ใหม่ๆ จากผู้อ่านที่ยอมจ่ายค่าสมาชิก

แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งเวบไซต์ที่เปิดให้เข้าไปอ่านเนื้อหาได้ฟรีๆ ย่อมดึงดูดให้ผู้ชมเข้ามาเวบไซต์ได้มากกว่า ซึ่งทำให้เวบเหล่านั้นดึงดูดโฆษณาได้มากกว่าด้วย ในปี 2547 จากการสำรวจเวบไซต์หนังสือพิมพ์รายวัน 700 ฉบับ โดยเฉลี่ยมีรายได้บนเวบไซต์เพิ่มขึ้นถึง 45% จากปี 2546

แน่นอนว่าแหล่งที่มาสำคัญ คือ รายได้จากค่าโฆษณาบนเวบไซต์

นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้ค่าย Down Jones ต้นสังกัด The Wall Street Journal ตัดสินใจทุ่มเงินถึง 519 ล้านดอลลาร์ เข้าไปซื้อกิจการเวบไซต์ข่าวการเงินออนไลน์ชื่อดังอย่าง Marketwatch.com เพื่อเปิดให้บริการฟรีแยกออกมาต่างหากอีกหนึ่งเวบ สำหรับแก้เกม คอยดึงดูดคนอ่าน พร้อมหารายได้เสริมจากค่าโฆษณาบนเวบไซต์อีกทาง

อย่างไรก็ตาม โมเดลธุรกิจที่หันมาสร้างรายได้จากการชาร์จค่าบริการหนังสือพิมพ์ออนไลน์ อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ทุกๆ หนังสือพิมพ์ทำแล้วจะประสบความสำเร็จเสมอไป

ตัวอย่างเช่นเวบไซต์หนังสือพิมพ์ The Spokesman-Review .com ของ Ken Sands ที่ตัดสินใจหันมาใช้วิธีชาร์จค่าบริการบนเวบไซต์ โดยหวังว่าจะเป็นหนทางรักษาธุรกิจหนังสือพิมพ์ฉบับตีพิมพ์ซึ่งมียอดขายราวๆ 1 แสนฉบับให้อยู่รอด

หลังจากสันนิษฐานว่าต้นเหตุที่ผู้อ่านหลายคนบอกเลิกเป็นสมาชิกหนังสือพิมพ์ เพราะสามารถเข้าไปอ่านฉบับออนไลน์ได้แบบฟรีๆ ไม่ต้องเสียเงิน

แต่ปรากฏว่าหลังเรียกเก็บเงินค่าสมาชิกออนไลน์เดือนละ 7 ดอลลาร์ หรือประมาณ 270 บาท มีคนที่ยอมควักกระเป๋าเป็นสมาชิกออนไลน์ล้วนๆ เพียงแค่ 545 คนเท่านั้น ส่วนอีก 20,000 คน คือ กลุ่มลูกค้าที่เป็นสมาชิกฉบับหนังสือพิมพ์อยู่แล้ว ซึ่งได้สิทธิเข้ามาใช้บริการอ่านข่าวในเวบไซต์ฟรี

เคน เล่าว่าทันทีที่เริ่มเรียกเก็บเงินค่าบริการบนเวบไซต์เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว การติดต่อ (traffic) บนเวบ ที่เคยขยายตัวถึงปีละ 40% ขึ้นไปก็แผ่วลงทันตา โดยในเดือนมกราคมที่ผ่านมา โตน้อยกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 5%

ซ้ำร้ายยอดขายหนังสือพิมพ์กลับยังลดดิ่งลงเหมือนเดิม ถึงตอนนี้เขาคงไม่สามารถโยนความผิดให้กับเวบไซต์ฟรีว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ยอดขายหนังสือพิมพ์ตกลง

ขณะที่ เครือ The Tribune Company เจ้าของหนังสือพิมพ์ The Los Angeles Times ก็เป็นอีกรายล่าสุด ที่ตัดสินใจกลับลำจากโมเดลการเรียกเก็บเงิน หรือ Paid Content จากผู้อ่านบนเวบไซต์

เกือบสองปีของการทดลองคิดค่าบริการ 4.95 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือ เกือบๆ 200 บาท สำหรับการเข้าไปใน Calendarlive.com เซคชั่นหนึ่งใน The Los Angeles Times ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับกิจกรรมดูหนังฟังเพลง บันเทิงต่างๆ ที่กำลังฮอตฮิต

แต่ปรากฏว่าการเรียกเก็บเงินส่งผลให้ปริมาณการเข้ามาในเวบลดน้อยถอยลง จนในที่สุดเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา The Los Angeles Times ต้องยอมถอยเลิกเก็บเงิน และประกาศให้ Calendarlive.com กลับมาเป็นเวบเปิดที่เข้าไปอ่านกันได้ฟรีอีกครั้ง โดยหวังรายได้จากค่าโฆษณาแทน

จากรายงานของสมาคมสิ่งพิมพ์ออนไลน์ (Online Publishers Association) เมื่อเร็วๆนี้ ระบุว่า ยอดการใช้จ่ายเงินบนอินเทอร์เน็ต สำหรับการบริโภคข่าวในปี 2547 อยู่ที่ 88 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปี 2546 น้อยนิดเพียง 0.4% เมื่อเปรียบเทียบกับยอดค่าจ่ายในเรื่องเอ็นเตอร์เทนเมนท์บนโลกออนไลน์ที่สูงถึง 414 ล้านดอลลาร์ เติบโตขึ้นถึง 90%

ทำให้ต้องตั้งคำถามกันว่า ช่องทาง "การขายข่าว" บนโลกออนไลน์ของหนังสือพิมพ์ คือ ขุมทรัพย์ที่ท้าทายจริงหรือ ?

หลายค่ายหนังสือพิมพ์ จึงยังคงเลือกที่จะยืนหยัดอยู่ในวิถีธุรกิจแบบเดิม ที่ให้หนังสือพิมพ์ฉบับออนไลน์ ยังเป็นบริการฟรีสำหรับคนอ่าน

แคโรลีน ลิตเติ้ล ผู้บริหารจาก Washingtonpost.Newsweek Interactive สื่อออนไลน์ ในเครือของบริษัทวอชิงตัน โพสต์ บอกว่า นโยบายการเรียกเก็บค่าบริการ เป็นสิ่งที่บริษัทกำลังพิจารณาอยู่ด้วยความระมัดระวัง เพราะยังไม่เคยเห็นใครที่ประสบความสำเร็จอย่างมากจริงๆ สำหรับการเสี่ยงแบบนี้

ก่อนหน้านี้เธอเคยให้สัมภาษณ์ว่า วอชิงตัน โพสต์ ยังไม่มีนโยบายชาร์จค่าบริการ เพราะอาจส่งผลกระทบให้ยอดผู้อ่านตกลงมา อีกทั้งยังไม่มีเหตุผลทางการเงินที่มีน้ำหนักมากพอมาสนับสนุนในเรื่องนี้

เช่นเดียวกับบรรดาผู้บริหารหนังสือพิมพ์ค่ายอื่นๆ รวมไป Gannett Company เจ้าของหนังสือพิมพ์ USA Today ที่บอกเช่นกันว่า พวกเขาไม่มีแผนที่จะเริ่มเก็บค่าบริการจากคนอ่าน

เกือบทศวรรษของการลุกขึ้นมาปลุกปั้นเวบไซต์หนังสือพิมพ์ การเรียก เก็บเงิน คนอ่านหนังสือพิมพ์ออนไลน์ ยังคงเป็นประเด็นที่มีการถกเถียง และมีความเห็นที่แตกต่างกันสองขั้วในวงการหนังสือพิมพ์ทั่วโลก

แม้จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะได้บทสรุปตัดเชือกว่า ระหว่าง "คิดเงิน" (Paid Content) กับ "ให้บริการฟรี" (Free Content) โมเดลธุรกิจรูปแบบไหนที่จะเวิร์ค และดีที่สุดกันแน่ ???

ที่แน่ๆ หลังจากโมเดลธุรกิจแบบ Paid Content มี 2 ค่ายสื่อหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ที่ทรงอิทธิพลของโลกอย่าง The Wall Street Times และ The New York Times โดดลงมาเป็นผู้เล่นถึงขนาดนี้แล้ว วงการหนังสือพิมพ์ทั่วโลก ถึงคราวต้องจับตาความเคลื่อนไหวนี้กันอย่างชนิดเกาะติด แม้แต่ธุรกิจหนังสือพิมพ์ในเมืองไทยเองก็เช่นกัน

SME CLINIC : เริ่มธุรกิจใหม่ ด้วย แผนธุรกิจ

เป็นที่ทราบกันดีว่า หากผู้ประกอบการใหม่ต้องการที่จะทำให้ธุรกิจในฝันของตนเองประสบความสำเร็จ และมีเส้นทางเดินของการเจริญเติบโตที่มั่นคงและชัดเจน จำเป็นที่จะต้องเริ่มต้นด้วยการมี แผนธุรกิจ เป็นของตัวเองเสียก่อน

เพราะ แผนธุรกิจ จะเป็นเสมือน "เข็มทิศ" ชี้บอกตำแหน่งและสถานะของธุรกิจได้ว่า กำลังเดินไปในทิศทางที่ได้กำหนดไว้หรือไม่ เดินไปได้ช้าหรือเร็วอย่างไร รวมไปถึงการชี้ให้เห็นโอกาสและอุปสรรคที่ไม่ได้เตรียมการไว้ หรือเป็นสภาวะที่เกิดจากการปรับตัวของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่คาดการณ์ไว้ไม่ถึง

ปัจจุบัน สภาพแวดล้อมทางธุรกิจมักจะประกอบด้วยปัจจัยต่างๆ หลายๆ อย่างที่จะมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ปัจจัยเหล่านี้มักจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา บางครั้งจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คาดการณ์ได้ยาก

มิหนำซ้ำ ปัจจัยเหล่านี้ อาจมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงมากขึ้นเป็นทวีคูณ

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นให้เห็นในปัจจุบัน ได้แก่ ตัวอย่างที่เกิดขึ้นตั้งแต่สถานการณ์โรคซาร์ส สถานการณ์ไข้หวัดนก มาจนถึงสถานการณ์คลื่นยักษ์สึนามิ

ดังนั้น การเริ่มต้นธุรกิจ จึงจำเป็นที่เจ้าของธุรกิจหรือผู้ประกอบการใหม่ จำเป็นที่จะต้องมีเครื่องมือตรวจสอบเตือนภัยทางธุรกิจ ที่สามารถจำลองภาพสถานการณ์ต่างๆ ทางธุรกิจที่อาจเปลี่ยนแปลงไป

ทำให้สามารถกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ในช่วงเวลาต่างๆ ให้เหมาะสมกับโอกาส หรือ อุปสรรค ที่อาจเกิดขึ้น

หากเห็นช่องโอกาสเปิดให้ ก็ต้องรีบไขว่คว้ามาให้ได้ทันที

เพราะ "โอกาส" เป็นสิ่งที่มีไว้ให้ "ฉวย" หากท่านมองเห็น "โอกาส" แล้วนั่งมองโอกาสนั้นเฉยๆ โดยไม่ทำอะไร โอกาส ก็ย่อมจะหลุดลอยไปอย่างรวดเร็ว

และอาจไม่หวนกลับมาให้ท่านได้เห็นอีกเลย

หากเห็น อุปสรรค อยู่ข้างหน้า ท่านอาจต้องงัดกลยุทธ์ การตั้งรับ รอเชิง หรือ รอดูสถานการณ์ไว้ก่อน โดยไม่ผลีผลาม ตกเหวลึกไปมากกว่านี้

เครื่องมือเตือนภัยล่วงหน้าทางธุรกิจนี้ ก็คือ "แผนธุรกิจ" นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม การมี แผนธุรกิจ ไม่ได้เป็นสูตรสำเร็จ หรือ เป็นคัมภีร์ ที่จะประกันว่าธุรกิจใหม่ของท่านจะต้องประสบความสำเร็จและเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้อย่างแน่นอน แต่ แผนธุรกิจ จะเป็นเสมือนกระจกเงาที่จะสะท้อนให้ท่านมองเห็นปัญหา ต่างๆ ได้ทันทีที่ปัญหาเหล่านั้นเริ่มมาสร้างผลกระทบต่อธุรกิจของท่าน

แผนธุรกิจที่ชนะเลิศในการประกวดในเวทีต่างๆ เมื่อนำมาทำเป็นธุรกิจจริง อาจจำเป็นต้องปรับแผนไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือก็ได้

หรือ แผนธุรกิจ ที่ได้รับรางวัลในการประกวดบางแผน อาจไม่มีทางที่จะนำมาทำเป็นธุรกิจได้จริงก็มี

ดังนั้น ผมจึงเห็นว่า หากท่านเป็นผู้ใฝ่ฝันอยากจะสร้างธุรกิจอะไรก็ตามที่เป็นของตัวเองขึ้นมา สิ่งแรกสุดที่จะสานฝันของท่านให้เป็นจริงขึ้นมาได้ ก็คือ การที่ท่านได้ทดลองเขียน แผนธุรกิจ ของท่านขึ้นมาด้วยตัวของท่านเอง

อาจจะเป็นแบบร่างง่ายๆ ไม่ต้องสลับซับซ้อนมากมายนัก เพื่อทดสอบว่า ไอเดีย ธุรกิจของท่านจะมีโอกาสเป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหน

เป็นโอกาสที่ท่านจะได้ทดลอง บนกระดาษ เสียก่อนว่า จะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างที่จะนำพาธุรกิจของท่านไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่ต้องการ

การลงมือเขียนแผนธุรกิจด้วยตัวเอง เป็นการเตรียมตัวที่ดีที่สุดที่จะตรวจสอบตัวเจ้าของธุรกิจเองว่า ตนเองมีความเข้าใจกับธุรกิจของตัวเองลึกซึ้งมากน้อยในระดับไหน

ลึกซึ้งมากพอที่จะเอาชนะคู่แข่งที่มีอยู่ในตลาดได้หรือไม่

การเขียนแผนธุรกิจ ก็เสมือนการเขียนแบบแปลนสร้างบ้านของท่านนั่นเอง เพียงแต่แผนธุรกิจจะเน้นไปที่รายละเอียดว่า ท่านจะดำเนินการทางธุรกิจอย่างไร เช่น

- ท่านจะขายอะไร สินค้าหรือบริการจะได้มาจากไหน

- ขายให้ใคร ทำไมผู้บริโภคจึงจะต้องมาซื้อสินค้าหรือมาใช้บริการของท่าน

- ขายอย่างไร ขายราคาเท่าไร เก็บเงินอย่างไร

- จะป่าวประกาศให้ผู้คนทราบอย่างไรว่า ธุรกิจของท่านเกิดขึ้นแล้ว

- จะต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร แหล่งเงินลงทุนเริ่มแรกจะมาจากไหน

- หากต้องใช้เงินกู้ จะกู้จากใคร ทำไมเขาจึงจะต้องให้เงินเรากู้

- จะได้กำไร (หรือขาดทุน) เท่าไร ใน เดือนแรก ไตรมาสแรก หรือ ปีแรก และ ปีต่อๆ ไป

- หากขายได้ดีเกินคาด จะทำอย่างไร หากขายไม่ได้ตามที่คิด จะทำอย่างไร

- ฯลฯ

จะเห็นได้ว่า การตอบคำถามเหล่านี้คร่าวๆ ก็เปรียบเสมือนที่ท่านจะได้แบบร่างของ แผนธุรกิจ ขึ้นมาแล้ว

ในระหว่างที่ท่านเขียนแผนธุรกิจ หรือ ตอบคำถามต่างๆ ในการจำลองการทำธุรกิจกับตัวท่านเองให้เกิดภาพของตัวธุรกิจที่ชัดเจนมากขึ้นมาเรื่อยๆ ท่านจะพบว่า มีรูรั่วหรือจุดอ่อนต่างๆ มากมาย ท่านจำเป็นที่จะต้องคิดแก้ไขปัญหา รูรั่ว หรือ จุดอ่อนเหล่านั้นให้ได้จนเป็นที่พอใจเสียก่อน

นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ผู้ประกอบการที่ตัดสินใจกระโดดลงไปทำธุรกิจโดยที่ยังไม่มี แผนธุรกิจ ที่เป็นกิจจะลักษณะ มักจะพบกับปัญหาอุปสรรคต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ทำให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างติดๆ ขัดๆ ลุ่มๆ ดอนๆ อยู่เป็นประจำ

เพราะการมีแผนธุรกิจที่ได้คิดเตรียมการไว้อย่างรอบคอบตามสมควร จะทำให้ท่านเห็นปัญหาอุปสรรคเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้นได้ก่อน และเตรียมมาตรการล่วงหน้าไว้แล้วหากปัญหานั้นเกิดขึ้นมา

หรือไม่ก็มีการป้องกันอย่างรอบคอบจนปัญหาเหล่านั้นจะไม่มาสร้างความจุกจิกกวนใจ รบกวนการเดินไปข้างหน้าของธุรกิจตามเป้าหมาย

ข้อควรรู้อีกประการหนึ่งสำหรับเจ้าของธุรกิจใหม่ก็คือ แผนธุรกิจ ที่ดี จะต้องเป็นแผนที่ได้รับการปรับปรุง แก้ไข ทบทวน ให้ทันสมัยตลอดเวลาสอดคล้องกับสถานการณ์ภายนอกที่เปลี่ยนแปลง

การเขียนแผนขึ้นมา แล้วยึดถือเป็นสรณะ โดยไม่มีการแตะต้องหรือปรับสภาพของแผนเลย เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง

ผมเองได้ข่าวมาว่า กรุงเทพธุรกิจ กำลังเตรียมการที่จะเปิดอบรมสัมมนาเกี่ยวกับการเขียนแผนธุรกิจ ให้กับสมาชิกและผู้สนใจทั่วไปขึ้นอีกในปีนี้ หลังจากที่ประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับอย่างดีในการเปิดอบรมในปีที่ผ่านๆ มา

อย่างไรก็เตรียมเปิดหูเปิดตา รับฟังข่าวความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ด้วยนะครับ

--------------------------------

เรวัต ตันตยานนท์

ชี้เหตุไข้เลือดออก เพราะร่างกายอ่านไวรัสตัวใหม่ไม่ได้ นักวิจัยเรียก "บาปกรรมเก่า"
โดย ผู้จัดการออนไลน์18 พฤษภาคม 2548 22:23 น.
ยุงลาย "มัจจุราช" ที่มาพร้อมเชื้อรายเด็งกี่ (รูปเล็ก)
ยุงร้ายกว่าเสือ คำกล่าวของคนโบราณเป็นจริงเสมอ เพราะเจ้าสิ่งมีชีวิตเลือดสีฟ้านี้เป็นพาหะที่ทำให้เกิดโรคร้ายมากมายในคน ทั้งไข้สมองอักเสบ มาลาเรีย โดยเฉพาะโรคไข้เลือดออกที่ระบาดอย่างหนักในช่วงหน้าฝนที่กำลังจะเข้ามาเยือนเราในไม่ช้า ทำให้เราทุกคนต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์อันน่าสะพรึงกลัวนี้เพราะนับวัน มัจจุราช ที่ติดมากับยุงจะยิ่งทวีความโหดร้ายมากขึ้น

วันนี้ (18 พ.ค.)
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีแห่งชาติ (ไบโอเทค) จึงได้จัดเสวนา ไข้เลือดออก: จากความรู้สู่การป้องกัน ขึ้น ณ โรงแรมสยามซิตี้ ซึ่ง ศ.พญ.สุจิตรา นิมมานนิตย์ ที่ปรึกษาสถาบันเด็กแห่งชาติ มหาราชินี ได้เปิดเผยถึงสถิติของเดือน พ.ค.นี้ว่ามีคนไทยป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกไปแล้วกว่า 7,000 คน และเสียชีวิตไป 13 ราย แม้ว่าจะได้ลดเปอร์เซ็นต์การตายหลังป่วยจาก 10 เปอร์เซ็นต์ลงไปเหลือ 1 เปอร์เซ็นต์แล้วก็ตาม

ศ.พญ.สุจิตรา ได้ให้ข้อมูลว่าพบการระบาดของไข้เลือดออกในประเทศเมื่อปี พ.ศ.2501 โดยมีการแพร่ะระบาดของโรคมากเป็นอันดับ 2 รองจากฟิลิปปินส์ หลังจากที่พบการระบาดของโรคดังกล่าวเพียงไม่กี่ปี โดยพบว่าเด็กป่วยแล้วตาย 3-4 วันหลังเกิดอาการไข้ และ 20 ปีที่แล้วโรคนี้ก็ได้กระจายไปยังอเมริกากลางและอเมริกาใต้ แต่เป็นภาวะของไข้เด็งกี่ (DENGUE FEVER) ที่จะมีอาการ ซึ่งเกิดจากไวรัสเด็งกี่ที่พบในยุงลายเช่นเดียวกับไข้เลือดออก

โดยไข้เด็งกี่จะมีไข้สูงลอย (39-40 องศาเซลเซียส) ประมาณ 2-7 วัน, ปวดศีรษะ, ปวดท้องแถวลิ้นปี่, ปวดข้อและกล้ามเนื้อ, และอาจจะมีคอแดง, อาเจียน และจุดเลือดออกใต้ผิวหนังได้ ส่วนใหญ่จะไม่มีน้ำมูกหรือไอร่วมด้วย สามารถหายเองได้ใน 4-5 วัน
แต่ไข้เลือดออกจะมีความรุนแรงกว่าคือมีการรั่วของสารน้ำ (plasma) ในเลือดออกจากหลอดเลือดมากกว่า และบางรายมีอาการช็อกซึ่งหากปล่อยไว้นานจะทำให้อวัยวะภายใน เช่น ตับ ไต หัวใจล้มเหลว

สำหรับเชื้อเด็งกี่ที่ทำให้เกิดภาวะไข้เด็งกี่และพัฒนาไปสู่อาการไข้เลือดออกนั้นมีอยู่ 4 ชนิด (Serotype) ซึ่งเรียกกันว่า ชนิดที่ 1, 2, 3 และ 4 และจากข้อมูลทางการแพทย์พบว่าเชื้อเด็งกี่ชนิดที่ 2 นั้น เป็นเชื้อที่ ดุ มากที่สุดคือทำให้เกิดอาการของไข้เลือดออกที่รุนแรง และพบผู้ป่วยอายุต่ำสุดที่ติดเชื้อตัวนี้คือทารกอายุ 16 ช.ม.ในครรภ์มารดาที่ติดเชื้อเด็งกี่

(ซ้ายไปขวา) รศ.นพ.ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้ดำเนินการเสวนา,ดร.สุธี ยกส้าน,ศ.พญ.สุจริตรา นิมมานนิตย์,ดร.พญ.ปนิษฎี อวิรุทธ์นันท์,นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ และ รศ.นพ.นพพร สิทธิสมบัติ
ด้าน ดร.พญ.ปนิษฎี อวิรุทธ์นันท์ นักวิจัยจากหน่วยอณูชีววิทยาการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าอาการของไข้เลือดออกนั้นมักจะพบในผู้ที่ได้รับเชื้อเด็งกี่ซ้ำแต่ต่างชนิดกับที่ติดในครั้งแรก ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายสร้างปัญหาขึ้น เนื่องจากร่างกายจะปล่อยภูมิคุ้มกันที่สู้กับเชื้อตัวแรกออกมาแต่ไม่สามารถกำจัดเชื้อชนิดใหม่ได้ ทำให้ไวรัสแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและก่ออาการขึ้น กล่าวคือผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเดงกี่สายพันธุ์ใดแล้ว จะมีภูมิต้านทานของสายพันธุ์นั้น แต่ก็จะมีสิทธิติดเชื้อในสายพันธุ์อื่น ๆ ได้อีก และการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ซ้ำ เป็นสาเหตุของการเกิดโรคไข้เลือดออก

เมื่อเชื้อเด็งกี่เข้าไปในร่างกายก็จะไปจับกับ ตัวรับ (receptor) ของเซลล์แล้วปล่อยสารพันธุกรรม (RNA) เข้าไปแทรกกระบวนการผลิตสารพันธุกรรมในเซลล์ เนื่องจากมันต้องการจะขยายจำนวนตัวมันเอง ทำให้เชื้อแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ดร.พญ.ปนิษฎีอธิบาย โดยสารพันธุกรรมของเชื้อเด็งกี่จะสามารถผลิตโปรตีนได้เพียง 10 ชนิดเท่านั้น

ทั้งนี้ทีมวิจัยของหน่วยอณูชีววิทยาการแพทย์ที่นำโดย นพ.ปรีดา มาลาสิทธิ์ และมีดร.พญ.ปนิษฎีร่วมด้วยเชื่อว่าได้พบกลไกที่เชื่อว่าน่าจะเป็นสาเหตุของโรคไข้เลือดออก โดยพบว่าหน่วยความจำของไวรัสตัวเก่าในร่างกายหรือเรียกว่า บาปกรรมเก่า (Original Antigenic Sin) จะกระตุ้นให้เกิดการสร้างภูมิต้านทาน แต่ไม่มีประสิทธิภาพในการอ่านไวรัสตัวใหม่ ทำให้เกิดอาการของไข้เลือดออก

และจากการทดลองทำให้ทีมวิจัยของ ดร.พญ.ปนิษฎีพบว่ามีโปรตีนเอ็นเอส 1 (NS1) มีลักษณะที่น่าจะบ่งถึงการเป็นโรคไข้เลือดออกได้ เพราะโปรตีนชนิดนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายคนแล้วจะไม่อยู่ในเซลล์ของเชื้อแต่จะเกาะอยู่ที่ผนังรอบๆ พร้อมทั้งเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วในส่วนอื่นๆ ของร่างกาย หากตรวจเลือดจะพบโปรตีนชนิดจำนวนมาก จึงได้ทำการวิจัยเพื่อจะพัฒนาชุดตรวจอย่างรวดเร็ว (Test Kit) ซึ่งจะทราบผลได้ใน 4-5 ช.ม.

ขณะเดียวกันก็มีความพยายามที่จะผลิตวัคซีนป้องกันไข้เลือด โดย ดร.สุธี ยกส้าน จากศูนย์วิจัยวัคซีน มหาวิทยาลัยมหิดล แนะว่าควรจะผลิตวัคซีนที่ป้องกันเชื้อเด็งกี่ทั้ง 4 ชนิดได้ในเข็มเดียว ซึ่งปัจจุบันสามารถผลิตวัคซีนรวมที่ป้องกันเชื้อชนิดที่ 1, 2 และ 4 ได้แล้ว และกำลังพัฒนาให้วัคซีนของเชื้อชนิดที่ 3 รวมเข้าไปได้

โปรตีนจากแบคทีเรีย กำจัดลูกน้ำได้ชงัด แต่ต้องพัฒนาอีกมาก
ส่วน รศ.นพ.นพพร สิทธิสมบัติ จากคณะแพทศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็กำลังหาวิจัยวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกอยู่เช่นกันโดยกำลังมองหารหัสพันธุกรรมที่จะให้เชื้ออ่อนลงได้ พร้อมกับอธิบายว่าหากสามารถดัดแปลงสารพันธุกรรมที่จะทำให้การผลิตโปรตีนของเชื้อเด็งกี่มีความเป็นอันตรายน้อยลงและสามารถขยายพันธุ์ต่อไปได้ ก็จะสามารถผลิตวัคซีนออกมาได้

และนพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เลขาธิการ มูลนิธิสาธารณสูขแห่งชาติ ได้แนะนำว่าขณะที่ยังไม่มีวัคซีนใช้ ควรกำจัดยุงไปด้วย โดยวิธีที่ดีสุดคือจำกัดลูกน้ำที่พัฒนาไปเป็นตัวเต็มวัยเนื่องจากง่ายกว่ากำจัดยุง และควรทำไปพร้อมๆ กับการวิจัยวัคซีน

นอกจากนี้ทาง ดร.บุญเฮียง พรหมดอนกอย นักวิจัยจากไบโอเทคยังได้พัฒนาสายพันธุ์แบคทีเรียด้วยวิธีพันธุวิศกรรมเพื่อผลิตโปรตีนจำกัดยุงลาย โดยแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis (Bt) และ Bacillus sphaericus (Bs) ดังกล่าวจะผลิตโปรตีนที่ทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารของลูกน้ำยุงลายและทำให้ตายในที่สุด ซึ่งมีการพัฒนาโปรตีนดังกล่าวใช้ได้ผลมา 30 ปี แล้ว แต่ไม่มีใช้อย่างแพร่หลายเนื่องจากมีราคาสูง และยังติดปัญหาในการเก็บรักษาโปรตีนเนื่องจากถูกทำลายได้ง่ายจากรังสียูวี

อีกทั้ง ยังมีการศึกษาความสัมพันธ์ของยีนควบคุมลักษณะพันธุกรรมชื่อ DC-SIGN1 กับการติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกและความรุนแรงของโรคในคนไทย 1,000 กว่าราย พบว่าความแตกต่างของเบสตำแหน่งที่ 336 ก่อนถึงยีน มีความสัมพันธ์กับความรุนแรงของการติดเชื้อไข้เลือดออก โดยคนที่มีเบสชื่อ กัวนีน (Guanine) ที่ตำแหน่งดังกล่าวเมื่อเป็นโรคจากการติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกจะมีอาการรุนแรงกว่าบุคคลที่มีเบสชื่อ อะดินีน (Adenine) 6 เท่า

แต่สุดท้ายสิ่งที่ง่ายและดีที่สุดซึ่งเราทุกคนช่วยกันได้ในตอนนี้คือต้องร่วมมือร่วมใจกันกำจัดยุงลาย โดยไม่ปล่อยให้มีแหล่งเพาะพันธุ์ด้วยการตัดตอนตั้งแต่ยังเป็นลูกน้ำ หากลดประชากรของยุงลายลงได้ การติดเชื้อไข้เลือดออกก็จะลดลง ซึ่งสิ่งนี้เรารู้กันดีอยู่แล้วแต่ต้องลงมือทำเสียที
"บัญญัติ 10 ประการ พิชิตธุรกิจ"

จีราวัฒน์ คงแก้ว / cheerawat@nationgroup.com

บันไดสำหรับผู้ประกอบการ ที่จะไปให้ถึงเป้าหมายสูงสุด มีให้เลือกใช้ เลือกศึกษา กันมากมาย โดยเฉพาะในยุคที่ประสบการณ์ของความสำเร็จและผิดพลาดจากหลากบุคคล มีให้เห็นเป็นตัวอย่างผ่านสื่อต่างๆ เรียกว่าถ้าเปิดใจที่จะเรียนรู้ ก็สามารถพบทางลัดไปสู่ความสำเร็จได้ง่ายขึ้นด้วย

ชื่อของ "มกร พฤฒิโฆสิต" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท รีซัลท์ส พลัส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้มีประสบการณ์เชี่ยวชาญ ในแวดวงการตลาดกับหลายบริษัทชั้นนำของประเทศ รวมถึงนักเขียนนักแปล หนังสือที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลก อย่าง พ่อรวยสอนลูก#3 สอนลูกให้รวย (Rich Kid Smart Kid) และ "201 กลยุทธ์สู่ความสำเร็จพิชิตธุรกิจเครือข่าย"

เขาได้หยิบประสบการณ์ตลอดการทำงาน และการเรียนรู้ที่ผ่านมา ถ่ายทอดให้คนสนใจคิดทำธุรกิจ เก็บเกี่ยวไปศึกษาต่อผ่านหัวข้อเรื่อง "บัญญัติ 10 ประการ พิชิตธุรกิจ"

มกร บอกว่า จุดเริ่มต้นของคนที่คิดทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ต้องมาจาก "การมีฝันและเป้าหมายที่ชัดเจน" "ทุกความสำเร็จล้วนเริ่มต้นที่ความฝัน" ใครก็ตามหากตอบตัวเองได้ว่า อยากเป็นใคร อยากเป็นอะไรก็สามารถเริ่มออกวิ่งไปสู่ฝันของตัวเองได้ เรียกว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จที่แท้จริง

ประการต่อมาคือ "รักและชอบในงานที่ทำ" การได้ทำงานในสิ่งที่ชอบไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องทำตัวให้ชอบในสิ่งที่ทำด้วย ที่สำคัญต้องพิจารณาด้วยว่า งานที่ชอบหรือทำอยู่นั้นมันมีอนาคตหรือไม่ ธุรกิจที่เลือกทำมีโอกาสอย่างไรในช่วงต่อไป และสุดท้ายตัวเราเองมีความสามารถที่ตรงไหน เพื่อให้ทุกองค์ประกอบผลักดันให้เราไปสู่ความสำเร็จได้โดยง่าย

บัญญัติที่ 3 "มีความปราถนาอย่างแรงกล้า ที่จะประสบความสำเร็จ" มกรมองว่าคนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องเป็นคนที่มีความต้องการ ต้องไขว่คว้า ไม่มีใครที่อยู่เฉยๆ แล้วความสำเร็จจะวิ่งมาหา ผู้ประกอบการจึงต้องรู้จักแสวงหาการเรียนรู้ เพื่อไปถึงความสำเร็จที่ปรารถนานั้นให้ได้

ต่อมาคือ "มีศรัทธาและความเชื่อมั่น" คนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องมีความเชื่อมั่น ซึ่งที่ผ่านมา มีหลายต่อหลายครั้ง ที่การทำงานยากๆ เข้ามาทดสอบตัวเขาเองและเมื่อตัดสินใจเดินหน้า ก็ทำให้พบว่า ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้เลย ตราบเท่าที่ความเชื่อยังคงอยู่

บัญญัติที่ 5 คือ "เชื่อว่าความสำเร็จอยู่ที่ตัวเราไม่ใช่ฟ้าลิขิต" เลิกพึ่งพาโชคชะตา แต่ให้ลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อที่จะให้ไปถึงความสำเร็จนั้นๆ

ประการที่ 6 " กล้าที่จะล้มเหลว" บทเรียนของผู้ประกอบการหลายรายที่ต้องพบกับความล้มเหลว มีให้เห็นกันอยู่ตลอด หากมกรกลับบอกว่า การจะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ต้องกล้าที่จะล้มเหลว คนเราจะพ่ายแพ้สักกี่ครั้งก็ไม่สำคัญ แต่สำคัญที่เมื่อล้มแล้วต้องลุกขึ้นมาให้ได้ และการที่ต้องล้มเราก็จะได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ได้เรียนรู้เพื่อที่จะไม่ทำความผิดพลาดอีก และเมื่อผ่านความล้มเหลวไปได้ ก็จะได้พบกับความสำเร็จที่รอคอย

บัญญัติที่ 7 "ไม่ท้อถอย ไม่ล้มเลิก" เพราะหากยอมแพ้ตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะทำกิจการใดๆ ก็ไม่สามารถไปถึงฝันได้

ต่อมาคือ "เชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปได้" เขาบอกเราว่าการที่ผู้ประกอบการมีความเชื่อตรงนี้ ก็เหมือนชนะไปกว่าครึ่งแล้ว เพราะหลังจากที่คนเรามีความเชื่อ ก็ย่อมที่จะหาวิธีที่จะทำให้ได้ความเชื่อนั้นมาต่อไป

บัญญัติที่ 9 "รักที่จะเรียนรู้ไม่อยู่นิ่ง" ซึ่งการเรียนรู้ที่มกรบอกมา ล้วนมีอยู่มากมายให้ได้เก็บเกี่ยวและพัฒนาตัวเอง หนึ่งในนั้นก็คือการอ่าน "หนังสือ" เขาบอกเราว่า คนที่ลุกขึ้นมาเขียนอะไร โดยเฉพาะนักเขียนในต่างประเทศ ล้วนต้องผ่านประสบการณ์ ต้องลองผิดลองถูกมายาวนาน ฉะนั้นการเสียเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง เพื่อศึกษาประสบการณ์หลาย 10 ปี ของแต่ละคนนั้น ก็จะเป็นทางลัดไปสู่ความสำเร็จที่ถูกต้องได้เร็วขึ้น รวมถึงการเข้าฟังอบรมและสัมมนาจากผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ด้วย

สำหรับบัญญัติประการสุดท้าย คือ "มีความเข้าใจเรื่องเคล็ดลับสู่อิสรภาพทางการเงิน" นี่เป็นตัวอย่างของแรงขับหนึ่ง ที่จะช่วยให้แต่ละคนอยากที่จะก้าวขึ้นไปสู่ความสำเร็จ โดยใช้ตัวเงินเป็นตัวชี้วัด มองถึงวิธีการทำให้มีรายได้ที่มากกว่ารายจ่าย และเป็นรายได้เชิงกลยุทธ์ คือหนึ่งความพยายามที่ลงไปต้องมีรายได้ออกดอกออกผลอย่างต่อเนื่อง

ใครที่อยากประสบความสำเร็จ ตามแบบฉบับของ "มกร" ก็ให้ลองนำบัญญัติทั้ง 10 ประการ ไปใช้ได้

31 วิธีข่ม 'ความกลัว' ก่อนลุยธุรกิจ

อะไรที่ทำให้คุณ "ถอย" ออกมาจากการเริ่มต้นธุรกิจ เกร็ดต่อไปนี้จะช่วยให้คุณเผชิญหน้ากับความกลัวและกลายเป็น "นายตัวเอง" ได้ในที่สุด

หลายครั้งที่การเริ่มต้นธุรกิจใหม่ เรามักจะคิดถึงกันแต่เรื่องขั้นตอนและวิธีการ แต่แท้จริงแล้ว...ในการเดินทางเพื่อเริ่มต้นนั้นมีเรื่องราวสำคัญพอๆ กับการเขียนแผนธุรกิจหรือการระดมเงินทุนเลยทีเดียว

ด้วยแผนธุรกิจและเงินออมที่มีอยู่ในมือ คุณยังไม่จำเป็นต้องลาออกจากงาน หลังจากที่ออกจากงานและกลับเข้ามาทำใหม่ถึงสองครั้ง ก็พบว่ามีวิธีการที่จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจกลับคืนมาและเอาชนะความกลัวได้

และต่อไปนี้คือ 31 วิธีการที่ใช้ได้ผลกับคุณด้วยเช่นกัน

1. ยอมรับฟังเสียงเรียกร้องในหัวใจของคุณ คุณยังไม่จำเป็นต้องรู้ในตอนนี้ก็ได้ว่าคุณจะทำอะไรหรือจะทำอย่างไร แค่เพียงตระหนักถึงเสียงภายในของคุณที่ร่ำร้องจะออกมาสู่โลกของ "ผู้ประกอบการ" เขียนว่า "ใช่! ฉันยอมรับว่าฉันอยากได้...." ลงไปในกระดาษ และแปะไว้ที่ผนังเพื่อเตือนตัวเองว่าคุณกำลังก้าวไปข้างหน้า เมื่อคุณทำอย่างนี้ คุณก็จะเริ่มเห็นความเป็นไปได้ของการเป็นเจ้านายตัวเองแล้ว

2. เริ่มจดบันทึก เขียนไอเดีย เป้าหมาย ความรู้สึก หรืออะไรก็ตามที่ผ่านเข้ามาในชีวิตทุกๆ วัน การบันทึกเรื่องราวจะช่วยทำให้คุณได้รู้จักตัวเองมากยิ่งขึ้น และจะมองเห็นพัฒนาการเมื่อคุณย้อนกลับมาดู

3. เขียน "เป้าหมาย" จากการศึกษาพบว่าคนที่เขียนเป้าหมายนั้นจะประสบความสำเร็จตามที่เขียนไว้มากกว่าคนที่ไม่ได้เขียนถึง 5 เท่า เมื่อไหร่ที่คุณต้องการทำธุรกิจ? ออกจากงาน? คุณต้องเก็บเงินเป็นจำนวนเท่าไหร่? ตั้งเป้าหมายและดำเนินการไปให้ถึงจุดนั้น

4. คิดออกมาเป็นภาพ ลองใช้จินตนาการคิดถึงความต้องการในการเป็นผู้ประกอบการของคุณและเขียนลงไป เพราะคนที่สร้างสรรค์จินตนาการขึ้นมานั้นมีโอกาสที่จะได้ "สัมผัส" ประสบการณ์นั้นๆ มากกว่า ลองถามตัวเองดูว่า "ฉันอยากทำงานในออฟฟิศแบบไหน?" และ "ฉันอยากให้บริการลูกค้าแบบไหน?"

5. สร้างและอ่านประโยคแห่ง "การยืนยัน" การยืนยันข้อความว่า "ฉันเป็น..." ในสิ่งที่คุณต้องการให้เกิดขึ้น เขียนด้วยประโยค "กาลปัจจุบัน" ประหนึ่งว่ามันเกิดขึ้นแล้ว "ฉันเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ" เป็นตัวอย่างที่ดีในการเริ่มต้น สร้างประโยคแห่งการยืนยันทำนองนี้ขึ้นมาสัก 10-20 ประโยคลงบนแผ่นกระดาษ และนำไปติดในที่ๆ สามารถมองเห็นและอ่านได้ง่าย ข้อความเหล่านี้จะช่วยให้คุณเกิดความเชื่อมั่นในตัวเอง และสามารถสร้างธุรกิจให้เติบโตต่อไปได้

6. ประเมิน "ความเชื่อ" ของคุณ นำกระดาษมา 1 แผ่น เขียนความเชื่อในตนเอง เงิน และอนาคตของคุณลงไปทางด้านซ้าย และลองดูว่าความเชื่อเหล่านั้นสะท้อนให้เห็นว่าคุณต้องการเชื่ออะไร หรือไม่ก็เขียนความเชื่อใหม่ๆ ของคุณลงทางขวา นำไปรวมกับประโยคแห่งการยืนยัน เคยมีลูกค้าคนหนึ่งที่ค้นพบว่าความเชื่อเกี่ยวกับเงินของเขานั้นจริงๆ แล้วเป็นความเชื่อของพ่อแม่ ดังนั้นเขาจึงสร้างความเชื่อใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของเขา

7. ทำในสิ่งที่รัก นี่จะช่วยให้คุณค้นพบและให้ความกระจ่างได้ว่าคุณจะทำกิจการใด หากคุณไม่รู้ว่าตนเองรักที่จะทำอะไร ก็ลองคิดกลับมาถึงสิ่งที่คุณชอบทำในสมัยเด็กๆ ดูก็ได้

8. หัดทำสิ่งที่แตกต่างจากทุกวัน ลองเปลี่ยนตารางเวลาของคุณดูบ้าง ลูกค้าคนหนึ่งเคยคิดว่านี่เป็นวิธีง่ายๆ แต่ปรากฏว่ามันใช้เวลาถึง 3 วันกว่าที่เธอจะลุกขึ้นมาบนเตียงอีกด้านหนึ่งได้ การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ จะช่วยปลดปล่อยความกลัวและเตรียมพร้อมสำหรับการเริ่มต้นทำธุรกิจได้

9. ทำ "เหมือนกับว่า" เริ่มต้นแสดงท่าทีเหมือนกับว่าคุณเป็นนายตัวเอง ลองรู้สึกถึงการที่คุณต้องจัดตารางเวลาเอง และหารายได้ให้ตัวเองดูว่าเป็นอย่างไร เมื่อคุณได้ลองเริ่มทำแล้วคุณก็จะมีความมั่นใจมากขึ้น

10. หัดกลัวตัวเองดูบ้าง คุณกลัวที่จะต้องทำอะไร พูดอะไรบางอย่าง หรือออกไปไหนสักแห่งหรือไม่? จงกลัวต่อไปเถอะ!! การกลัวแต่ยังต้องทำต่อไปนั้นจะเป็นการสร้างกำลังใจและความเชื่อมั่นให้ตนเอง และยังเป็นการท้าทายในการเอาชนะความกลัวด้วยตัวเองได้อีกด้วย

11. ใช้เวลาอยู่กับ "ธรรมชาติ" ทำสวน หรือเดินเล่นตามชายหาด หรือเดินป่า สภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติจะช่วยสร้างความสงบภายในจิตใจ และสามารถช่วยประคับประคองจิตใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง

12. ยอมรับทุกความรู้สึกของคุณ คุณสามารถคาดหวังความรู้สึกทุกชนิด เมื่อคุณเริ่มต้นทำธุรกิจหรือแม้เพียงแต่คิดที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจ ความรู้สึกเปราะบาง ความไม่แน่นอน ความสงสัย ความกลัว ความไม่มั่นคงนั้นเป็นเรื่องปกติที่ใครๆ ก็รูสึกได้ ลองสร้างบทสนทนาเชิงบวกกับตัวเอง และคุยถึงความรู้สึกเหล่านี้กับเพื่อนที่สนิท และเตือนตัวเองอยู่เสมอๆ ว่าคุณไม่เป็นอะไร

13. ทำเรื่องที่ยังไม่เสร็จให้เสร็จ ลิสต์รายการที่รบกวนคุณและคุณจำเป็นต้องทำให้สำเร็จ ปรับปรุงหรือสรุปขั้นสุดท้าย หาช่องว่างสำหรับธุรกิจใหม่ของคุณโดยการทำสิ่งที่อยู่ในรายการของคุณให้เสร็จไปทีละรายการ ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมตู้เย็น ข่มความโกรธ หรือทำสวนก็ตาม

14. หาความรู้ใส่ตัว "ความรู้คือพลัง" เข้าเรียนหรือร่วมงานสัมมนาที่เกี่ยวกับการเริ่มต้น การทำตลาด และการดำเนินธุรกิจ ลูกค้ารายหนึ่งที่เริ่มต้นทำธุรกิจได้เข้าร่วมในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ซึ่งผลที่ได้ก็คือธุรกิจของเขาได้ลงในหนังสือพิมพ์ด้วย

15. ยอมรับและเชื่อในคำชม เมื่อมีคนชม ก็ขอให้คุณยอมรับและเชื่อในคำชมนั้นๆ เพราะมันเป็นการสร้างความมั่นใจให้คุณ

16. ยอมรับใน "พรสวรรค์" ของคุณ จงตระหนักและยอมรับในพรสวรรค์และความสามารถพิเศษของคุณ คุณชอบทำอะไรบ้างแม้ว่าคุณจะไม่ได้อะไรจากสิ่งนั้นเลยก็ตาม

17. หยุดโทษตัวเอง หากคุณได้ยินเสียงตัวเองกำลังกล่าวโทษ ให้จดบันทึกไว้และพึงระวังเหตุการณ์นี้ เช่นหากคุณคิดว่า "ฉันดูไม่ใช่พวกผู้ประกอบการ" ก็ขอให้คุณเปลี่ยนมันเป็น "ฉันมีความสามารถที่จะทำอะไรก็ได้ที่ฉันตั้งใจทำ"

18. ลบคำว่า "ฉันทำไม่ได้" พึงระวังในขณะที่คุณพูดว่า "ทำไม่ได้" และเปลี่ยนมันเป็นคำถามเปิดว่า "ฉันจะทำได้อย่างไร?" อย่างเช่นหากคุณกำลังรู้สึกว่า "ฉันไม่สามารถขอกู้เงินได้ เพราะเครดิตของฉันไม่ดี" ให้เป็น "ฉันจะกู้เงินได้อย่างไร?" และไปพบกับพนักงานติดตามหนี้สิน เพื่อขอเจรจาปรับเครดิตของคุณ จริงๆ แล้วผู้ที่เริ่มต้นธุรกิจด้วยเงินเก็บของตนเองนั้นมักจะได้รับวงเงินกู้ในที่สุด

19. ยอมรับความยุ่งยาก ความยุ่งยากสับสนเป็นส่วนหนึ่งของการเริ่มธุรกิจ ให้คุณลองบันทึกไว้และนำไปพูดคุยกับเพื่อน และรู้ไว้ว่ามันจะผ่านไปได้ในที่สุดเมื่อคุณยอมรับมันได้

20. รู้ไว้ว่าไม่มีจังหวะเวลาที่ถูกต้อง ผู้ประกอบการอาจเริ่มต้นธุรกิจด้วยหนี้สิน เงินจำนวนน้อยนิด ด้วยเงินมหาศาล ด้วยประสบการณ์น้อยนิด หรือด้วยสถานการณ์ใดๆ ก็ได้

21. เริ่มจากเล็กๆ คุณไม่ได้เริ่มธุรกิจอย่างอลังการ แต่ให้คำนึงถึงความจริงและถามตัวเองว่า "ฉันต้องการอะไรเพื่อเริ่มธุรกิจบ้าง" และเริ่มต้นจากเล็กๆ (เพราะบางทีคุณอาจไม่จำเป็นต้องกู้เงินมาทำธุรกิจเลยก็ได้)

22. บอกว่า "ไม่" เมื่อคุณคิดว่าไม่ และบอก "ใช่" เมื่อคุณคิดว่าใช่ ครั้งต่อไปเมื่อคุณถูกถาม การตอบรับหรือปฏิเสธขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ หรือถ้าหากคุณยังไม่ได้ตัดสินใจก็ขอให้บอกไปว่า "แล้วฉันจะติดต่อคุณกลับไป"

23. หลีกเลี่ยงการประเมินตัวเอง หากคุณกำลังคิดว่า "ความคิดนี้โง่จริง" ให้ระลึกไว้ว่าคุณเป็นคนเลือกที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจด้วยตัวเอง ซึ่งจะทำให้คุณยอมรับในตนเอง และสร้างไอเดียใหม่ๆ สำหรับธุรกิจได้มากขึ้น

24. ออกห่างจาก "ความรู้สึกแย่ๆ" ครั้งต่อไปที่คุณรู้สึกแย่ ให้จดสถานการณ์ ความคิดหรือความรู้สึกที่ทำให้คุณรู้สึกเช่นนั้นลงไปทุกครั้งจนกว่าจะดีขึ้น และดูว่าคุณต้องทำอย่างไรเพื่อที่จะออกห่างจากความรู้สึกนี้ เช่น หากคุณรู้สึกว่าการจ่ายบิลเป็นเรื่องแย่ๆ และทำให้จ่ายล่าช้าอยู่เสมอ ก็ให้หันมาจ่ายหนี้ให้ตรงเวลา

25. เผื่อใจสำหรับ "การต่อต้าน" คุณอาจมีความรู้สึกขัดแย้งในตัวเองหรือจากคนรอบข้างก็ได้ คุณควรเดินหน้าต่อไปท่ามกลางกระแสต่อต้าน โดยที่คุณเองก็ยอมรับและยังคงทำในสิ่งที่จำเป็นต่อไป

26. ตอบคำถาม "แล้วถ้าหาก..." เช่น "แล้วถ้าหากว่ามันไม่ได้ผลล่ะ?" "แล้วถ้าหากฉันไม่ได้เงินเลยล่ะ?" ให้คุณจดบันทึกเหตุการณ์สมมติเหล่านี้ไว้ และตอบคำถามให้ได้ เช่น การตอบคำถามที่ว่า "แล้วถ้าหากฉันไม่ได้เงินเลยล่ะ?"คุณอาจตอบว่า"ฉันก็จะหางานพิเศษทำควบคู่ไปกับธุรกิจนี้"

27. หมั่นอดทน ครั้งต่อไปถ้าคุณติดไฟแดงหรือกำลังต่อคิวอยู่ ให้ลองฝึกความอดทนเอาไว้ เพราะการฝึกความอดทนเป็นลักษณะสำคัญของผู้ประกอบการ

28. เอาชนะอาการ "ยังดีไม่พอ" มีลูกค้าหลายรายที่ต้องพับกระดานหรือล้มเลิกโครงการไปเพราะพวกเขาคิดว่าไม่มีทักษะการขายที่ดี ไม่มีโบรชัวร์ที่ดี หรือไม่มีสินค้าที่ดีพอ ครั้งต่อไปหากคุณรู้สึกอยากจะล้มเลิก ลองหาทนทางที่จะทำให้คุณยอมรับมันให้ได้ และระลึกไว้ว่าคุณรู้มากพอที่จะคว้าโอกาสนั้นไว้

29. ขอความช่วยเหลือ เมื่อคุณรู้สึกท้าทายและไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครเลย เมื่อนั้นให้คุณขอความช่วยเหลือ เพราะนั่นคือเวลาที่คุณต้องการมันมากที่สุด

30. เชื่อในสัญชาตญาณของคุณเอง คนอื่นๆ อาจจะบอกว่าคุณเพี้ยนที่ออกจากงานดีๆ มาทำธุรกิจ แต่ไม่มีใครรู้ดีเท่าตัวคุณเอง ดังนั้นจงเชื่อมั่นในสิ่งที่คุณรู้ และลงมือทำ

31. ปฏิบัติต่อตนเองด้วยความเอาใจใส่ เข้าถึงความต้องการทางจิตใจ ร่างกาย และอารมณ์ของคุณด้วยความสมดุล การดูแลตนเองจะทำให้คุณมีพลังในการสร้างสรรค์และสามารถทำงานต่างๆ ได้โดยใช้เวลาน้อยลง

จาก Entrepreneur magazine - April 2005 By Suzanne Mulvehill

แปลและเรียบเรียงโดย กมลวรรณ มักการุณ